Make your own free website on Tripod.com

ลูกเล่นและเทคนิคต่าง ๆ ในการเล่นกีตาร์

        

     การใช้เทคนิคต่าง ๆ ของมือซ้ายและมือขวา

            เอาล่ะครับเมื่อคุณรู้จักคอร์ด กรารตีคอร์ดและการเกากีตาร์กันไปบ้างแล้ว ต่อไปผมจะได้กล่าวถึงเทคนิคต่าง ๆ ที่สามารถใช้ร่วมกันกับการเล่นกีตาร์เพื่อเพิ่มสีสัน ความไพเราะให้กับการเล่นกีตาร์ของคุณ ซึ่งเทคนิคต่าง ๆ นี้เป็นเพียงเทคนิคพื้นฐาน โดยคุณสามารถศึกษาเทคนิคอื่น ๆ ได้จากหนังสืออื่น หรือจากศิลปินที่คุณชื่นชอบได้ หรือคุณอาจจะสร้างสรรเทคนิคใหม่ ๆ ด้วยตัวคุณเอง โดยอาศัยเทคนิคพื้นฐานต่อไปนี้

          1. hammer on

            เทคนิคนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายสามารถใช้ได้ทั้งกับการตีคอร์ด การเกาแและการโซโล่ การเล่น hammer on คือการทำให้โน๊ตมีเสียงสูงขึ้นจากการดีดครั้งเดียว โดยอาศัยการกดนิ้วลงลงในช่องที่สูงขึ้นไป ทำให้ได้เสียงที่สองที่สูงกว่าเสียงแรก ลองดูซิครับว่าในเชิงปฏิบัติทำยังไง

tq_hammmer_pull_hammer_pic.gif (751 bytes)

            จากรูปตัวอย่าง กดนิ้วชี้ที่สาย 1 ช่อง 5 ดีดสาย 1 แล้วตบนิ้วนางลงบนช่อง 7 (ไม่ต้องตบนิ้วแรงมากแค่กดนิ้วลงไป) โดยไม่ต้องดีดซ้ำ จะได้เสียงที่ 2 ต่อเนื่องจากเสียงแรก

 

 

 

          2. pull off

            เทคนิคนี้เป็นอีกเทคนิคที่ใช้กันมาก บางครั้งอาจใช้ร่วมกับ hammer on ด้วย ซึ่งการเล่นจะตรงกันข้ามกับ hammer on คือเป็นการทำให้เสียงต่ำลงจากการดีดเพียงครั้งเดียว โดยการปล่อยนิ้วที่กดไปหานิ้วที่กดอยู่ที่ช่องต่ำกว่าหลังจากดีดแล้ว จะทำให้เสียงต่ำลง ดูวิธีปฏิบัติครับ

tq_hammmer_pull_pull_pic.gif (734 bytes)

            จากรูปตัวอย่าง กดนิ้วนางี้ที่สาย 1 ช่อง 7 ขณะเดียวกันนิ้วชี้กดที่ช่อง 5 รอไว้ ดีดสาย 1 แล้วปล่อยนิ้วนางที่กดช่อง 7 ขึ้น (อาจจะตวัดปลายนิ้วเล็กน้อยจะให้เสียงที่ชัดเจนขึ้น) โดยไม่ต้องดีดซ้ำ จะได้เสียงที่ 2 ต่อเนื่องจากเสียงแรกเช่นกัน

 

 

 

          3. slide

            เทคนิคการสไลด์ มีให้เห็นอยู่เสมอโดยเฉพาะในการโซโล่ เป็นการรูดนิ้วไปตามสายไปยังช่องอื่นที่สูงขึ้นหรือต่ำลง หลังจากดีดไปแล้วโดยไม่ต้องยกนิ้วขึ้นเหมือนกับ hammer on หรือ pull off ดูตัวอย่างการเล่นสไลด์ครับ

การสไลด์แบบต่าง ๆ

รายละเอียด ขั้นตอนการเล่น

tq_slides_legato_down.gif (165 bytes) เรียกว่า legato สไลด์ลง 1. กดนิ้วที่สาย 3 ช่อง 7

2. ดีดสาย 3 แล้วสไลด์นิ้วขึ้นไปยังช่อง 5 โดยไม่ต้องดีดอีก

tq_slides_legato_up.gif (161 bytes) เรียกว่า legato สไลด์ลง 1. กดนิ้วที่สาย 3 ช่อง 5

2. ดีดสาย 3 แล้วสไลด์นิ้วลงไปยังช่อง 7 โดยไม่ต้องดีดอีก

tq_slides_picked_down.gif (153 bytes) เรียกว่าสไลด์ลง 1. กดนิ้วที่สาย 3 ช่อง 7

2. ดีดสาย 3 แล้วสไลด์นิ้วขึ้นไปยังช่อง 5 แล้วดีดอีกครั้ง

tq_slides_picked_up.gif (152 bytes)เรียกว่าสไลดขึ้น 1. กดนิ้วที่สาย 3 ช่อง 5

2. ดีดสาย 3 แล้วสไลด์นิ้วลงไปยังช่อง 7 แล้วดีดอีกครั้ง

tq_slides_und_down.gif (141 bytes)เรียกว่ารูดสายลง 1. ไม่มีจุดเริ่มสไลด์ตายตัว แต่อาจจะกะว่าอยู่ที่ช่องเหนือขึ้นไป 2 - 5 ช่อง

2. กดสาย 3 ที่ช่องที่เรากะไว้แล้วดีดสายและสไลด์นิ้วลงไปยังช่อง 7

tq_slides_und_up.gif (141 bytes)เรียกว่ารูดสายขึ้น 1. เช่นเดียวกัน จุดสิ้นสุดของการสไลด์อาจจะกะว่าอยู่ที่ช่องใต้ลงไปไป 2 - 5 ช่อง

2. กดสาย 3 ที่ช่องที่ 7 แล้วดีดสายและสไลด์นิ้วไปยังช่องที่เรากะไว้แล้วจึงยกนิ้วออก

 

          4. ดันสาย (bend)

            เทคนิค bend หรือว่าดันสายมักจะพบในการโซโล่กีตาร์เช่นกัน การดันสายมีอยู่หลายลักษณะด้วยกัน เช่น ดัน 1/2 เสียง, 1 เสียง หรือ 2 เสียง, ดันสายไว้ก่อนแล้วค่อยดีดแล้วจึงลดนิ้วลง, ดีดแล้วค่อยดันสายขึ้น เป็นต้น ลองมาดูตัวอย่างการฝึกดูซิครับ

การดันสายแบบต่าง ๆ
วิธีการเล่น
bend1.gif (3066 bytes)ดีดก่อนแล้วดันสายขึ้น 1. กดนิ้วบนช่องหรือโน๊ตที่จะดีด

2. ดีดสายดังกล่าวแล้วออกแรงใช้นิ้วที่กดนั้นดันสายในทิศขึ้นให้ได้เสียงตามที่ต้องการ

3. หยุดเสียงโดยผ่อนแรงนิ้วที่กดสายเสียงจะหยุดไป

bend2.gif (4395 bytes)ดีดก่อนดันสายขึ้นแล้วจึงผ่อนลง 1. กดนิ้วบนช่องหรือโน๊ตที่จะดีด

2. ดีดสายดังกล่าวแล้วออกแรงใช้นิ้วที่กดนั้นดันสายในทิศขึ้นให้ได้เสียงตามที่ต้องการ

3. ผ่อนนิ้วที่ดันสายลงมาอยู่ในตำแหน่งปกติ

bend4.gif (3472 bytes)ดันสายไว้ก่อนแล้วจึงดีด 1. กดนิ้วบนช่องที่จะเล่นแต่ดันสายรอเอาไว้ (กะให้ได้เสียงตามต้องการ ซึ่งครงนี้ต้องฝึกนิดนึง)

2. ดีดสายดังกล่าวขณะที่ดันสายอยู่

bend3.gif (4617 bytes)ดันสายไว้ก่อนแล้วจึงดีดแล้วผ่อนลง 1. กดนิ้วบนช่องที่จะเล่นแต่ดันสายรอเอาไว้ (กะให้ได้เสียงตามต้องการ ซึ่งครงนี้ต้องฝึกนิดนึง)

2. ดีดสายดังกล่าวขณะที่ดันสายอยู่ จากนั้นจึงผ่อนนิ้วที่ดันสายลงเป็นปกติ

หมายเหตุ   1. full หมายถึงดันสายไป 1 เสียงเต็ม หรือเท่ากับ 2 ช่องเฟร็ต

                  2. 1/4 หมายถึงดันสายไป 1/4 ของเสียง(กะประมาณดู) ,1/2 ดันไป 1/2 ของเสียงหรือ 1 เฟร็ต เป็นต้น

            ทั้งหมดเป็นเพียงการดันสายแบบพื้นฐานคร่าว ๆ อาจจะมีนอกเหนือไปกว่านี้ก็ได้ คุณอาจจะลองศึกษาเทคนิคดันสายในแบบอื่น ๆ อีกได้จากหนังสือหรือจากนักดนตรีทั่ว ๆ ไป

 

          5. mute เสียง

            การทำเสียงบอดหรือ mute เสียง สามารถใช้ได้ทั้งกับการตีคอร์ด การเล่น picking และการ lead หรือ โซโล่ ในเพลงประเภทร็อคหรือเฮฟวี่ มักเล่น power chord โดยการ ทำเสียงบอด ทำให้คอร์ดกีตาร์มีความหนักแน่นขึ้น สัญลักษณ์ที่จะพบใน tab หรือโน๊ตกีตาร์จะใช้เครื่องหมาย x (กากบาท) หรืออาจเขียนตัวอักษรบอกเหนือโน๊ตตัวนั้นว่า P.M. (Palm Mute) ซึ่งในการปฏิบัติจะใช้สันมือด้านในของมือขวา (มือที่ดีดกีตาร์) วางแตะเบา ๆ เหนือสายที่จะเล่นเสียงบอดในจังหวะที่ดีด

            1. การ mute เสียงด้วยมือขวา โดยการใช้สันมือบริเวณใกล้ ๆ ข้อมือ วางแตะไว้บริเวณ bridge ค่อนเข้ามาทางสายกีตาร์ คือวางให้สันมือนั้นแตะสายกีตาร์ที่จะ mute เสียงในขณะดีด ถ้าเป็นการตีคอร์ดจะวางแตะไว้ทั้ง 6 สาย

            2. การ mute เสียงด้วยมือซ้าย โดยการยกนิ้วที่กดสายกีตาร์ขึ้นเล็กน้อยหลังจากดีดแล้ว เช่นเมื่อจับคอร์ด F แบบทาบดีดทั้ง 6 สายทันใดนั้นก็ผ่อนนิ้วที่กดทั้งหมดขึ้น (ไม่ใช่ยกนิ้วออก แต่แค่ผ่อนแรงกด) เสียงที่ดีดจะหยุดไป สำหรับการหยุดเสียงวิธีนี้อาจจะต้องลองฝึกกันนิดนึงเพราะจังหวะอาจจะไม่สัมพันธ์กันในการดีดและผ่อนแรงกด

 

          6. เล่นเสียง harmonic

            ฮาร์โมนิค เป็นคุณสมบัติหนึ่งของกีตาร์ที่น่าสนใจเนื่องจากเสียงที่ได้จะใส กังวาล และเสียงสูงมากซึ่งเป็นคุณสมบัติทางกายภาพของสายกีตาร์ที่ถูกขึงด้วยแรงดึงสูง ๆ (เป็นเรื่องของคลื่นเสียงในแง่วิทยาศาสตร์) การทำเสียงฮาร์โมนิคนั้นง่ายมากเพียงแค่วางนิ้วแต่บนสายตรงที่เหนือเฟร็ตที่สามารถให้เสียงฮาร์โมนิคได้ชัดเจนซึ่งถ้าเป็นกีตาร์โปร่ง จะมีที่เฟร็ตที่ 5, 7, 12 และ 19 จะให้เสียงฮาร์โมนิคที่ชัดที่สุด นอกจากนี้ถ้าเป็นกีตาร์ไฟฟ้าจะสามารถเล่นเสียงฮาร์โมนิคบนสายอื่นได้ด้วย

            ซึ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเสียงฮาร์โมนิคที่เกิดตามธรรมชาติหรือตามคุณสมบัติกายภาพของสายที่ถูกขึงให้ตึงซึ่งเรียกว่าาร์โมนิคแท้ (natural harmonic ; N.H.) แต่ยังมีฮาร์โมนิคอีกประเภทคือฮาร์โมนิคเทียม (artificial harmonic ; A.H) ซึ่งเราไม่สามารถแต่สายแล้วดีดได้เช่นแบบแรกแต่อาศัยหลักของฮาร์โมนิคแท้มาใช้คือ

            1. จะเล่นเสียงฮาร์โมนิคช่องไหนให้กดที่ช่องนั้น เช่นช่องที่ 2 สาย 3

            2. นับจากช่อง 2 ไป 12 ช่องได้ช่องที่ 14 ซึ่งเป็นช่องที่จะให้เสียงฮาร์โมนิค

            3. ใช้นิ้วชี้มือขวาแตะไว้เหนือเฟร๊ตที่ 14 จากนั้นใช้นิ้วกลางตวัดเกี่ยวสายขึ้น (ต้องลองฝึกดูครับ ผมไม่มีรูปมาให้ดูแต่จะพยายามหามาให้ดู)

            4. ถ้าคุณจับปิคอยู่ให้เปลี่ยนการจับปิคเป็นใช้นิ้วกลางกับนิ้วโป้งจับแทน   จากนั้นใช้นิ้วชี้แตะเหนือเฟร๊ตและใช้นิ้วโป้งและนิ้วกลางจับปิคดีดก็ได้ (ต้องลองฝึกดูครับ ผมไม่มีรูปมาให้ดูแต่จะพยายามหามาให้ดู)

nh.gif (2156 bytes)

            ต่อไปลองมาดูตัวอย่างการเล่นฮาร์โมนิคดูนะครับ

ตัวอย่างการเล่นฮาร์โมนิคแท้

harmony.gif (3613 bytes)

วิธีการเล่น

            1. วางนิ้วแตะเหนือเฟร็ต 12 สาย 2 แล้วจึงดีดสายดังกล่าว (อาจจะดีดสายตรงบริเวณที่ค่อนไปทางสะพานสายจะให้เสียงที่ชัดขึ้น)

            2. โน๊ตที่เหลือปฏิบัติเช่นเดียวกับข้อ 1

ข้อสังเกต

            1. โน๊ตที่เป็นฮาร์โมนิคจะมีสัญลักษณ์ที่หัวตัวโน๊ตเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน

            2. ในระบบ tab โน๊ตที่เป็นฮาร์โมนิคจะอยู่ในวงเล็บตรง และกำกับเหนือ tab ด้วย N.A. (natural harmonic) และเส้นประครอบคลุมโน๊ตทั้งหมดคือเป็นฮาร์โมนิคทั้งหมด

            3. ในห้องที่ 2 และ 4 เป็น tie note คือไม่ต้องดีด แต่นับจังหวะต่อจากห้องก่อนหน้ามัน ดูที่หัวข้อ tied note สำหรับรายละเอียด

ตัวอย่างการเล่นฮาร์โมนิคเทียม

ah.gif (3170 bytes)

            ตัวอย่างนี้เป็นท่อนจบของเพลง "เพื่อเธอตลอดไป" ของแอม-ดา ซึ่งจบด้วยคอร์ด Dmaj7

harmonic2.gif (2544 bytes)

วิธีการเล่น

            1. ห้องแรกจับคอร์ด Dmaj7 ดีดกวาดลงช้า ๆ

            2. ห้องที่สอง จับคอร์ดแบบเดิม เลื่อนนิ้วชี้มือขวาไปแตะเหนือเฟร็ตที่ 17 (5 + 12) ของสาย 1 เกี่ยวสายขึ้นด้วยนิ้วกลาง

            3. เลื่อนนิ้วชี้มือขวาไปแตะเหนือเฟร็ตที่ 19 (7 + 12) ของสาย 2 เกี่ยวสายขึ้นด้วยนิ้วกลาง

            4. เลื่อนนิ้วชี้มือขวาไปแตะเหนือเฟร็ตที่ 18 (6 + 12) ของสาย 3 เกี่ยวสายขึ้นด้วยนิ้วกลาง

            5. ขั้นที่ 2 - 4 เล่นช้า ๆ ลองฝึกดูครับ

ข้อสังเกต

            1. การแทนสัญลักษณ์ของฮาร์โมนิคเทียมจะแทนด้วย A.H. (artificial harmonic)

            2. บอกเสียงของโน๊ตไว้ให้เนื่องจากสามารถเล่นได้หลายตำแหน่งเช่นนับไป 7 ช่องก็จะได้เสียงฮาร์โมนิคเช่นกันแต่คนละเสียง

 

          7. ทำเสียงสั่น (Vibrato)

            การทำเสียงสั่นจะใช้เสมอในการโซโล่กีตาร์กับโน๊ตที่มีเสียงยาว ซึ่งจะเพิ่มความนุ่มนวลให้กับเสียงโซโล่ของคุณ การทำเสียงสั่นอาจจะทำได้ 2 แบบคือ

            - การสั่นนิ้วในแนวขนานกับคอกีตาร์ โดยการเขย่าข้อมือในแนวขนานกับคอกีตาร์ขณะที่นิ้วกดสายอยู่ วิธีนี้ต้องกดแรง ๆ และเขย่าข้อมือเร็ว ๆ หน่อย

            - การสั่นนิ้วในแนวตั้งฉากกับคอกีตาร์ โดยการเขย่าข้อมือในแนวตั้งฉากกับคอกีตาร์ขณะที่นิ้วกดสายอยู่ คุณสามารถควบคุมเสียงสั่นได้ง่ายกว่าแบบแรกเช่นการเขย่าข้อมือให้ช้าหรือเร็ว การเขย่าข้อมือให้สูง ต่ำมากขึ้น

            สำหรับกีตาร์ไฟฟ้าอาจจะใช้คันโยกช่วยได้ด้วยคือการกดคันโยกขึ้นลง ๆ ขณะเล่นโน๊ตตัวนั้น จะกดมากหรือน้อย จะกดขึ้นลงช้าเร็วเท่าใด แล้วแต่เสียงที่คุณต้องการ

            ทั้งนี้การเล่น vibrato คุณอาจจะต้องฝึกฝนให้ได้เสียงที่ไพเราะ และสามารถควบคุมการเล่นได้ โดยเฉพาะการโซโลกีตาร์การเล่น vibrato จะช่วยสร้างความไพเราะได้อย่างมาก

vi.gif (4460 bytes)            จากรูป เครื่องหมายที่แสดงถึงการเล่นเสียงสั่นคือเครื่องหมายลอนคลื่อนซึ่งจากรูปมี 2 ช่วง ช่วงแรกจะเป็นลอนเล็ก คือการทำเสียงสั่นเล็กน้อย เล่นโดยการเลื่อนนิ้วขึ้นลงอย่างรวดเร็วในขณะที่กดและดีดสายดังกล่าว

            และช่วงที่ 2 ที่ลอนคลื่นขนาดใหญ่กว่าช่วงแรกคือ wide vibrato หรือการเล่นเสียงสั่นที่มีชัดเจนกว่าแบบแรกเล่นโดยการเลื่อนนิ้วที่กดขึ้นลงในแนวตั้งฉากกับคอกีตาร์ ให้ช้าลงแต่เลื่อนนิ้วให้กว้างกว่าแบบแรกคือจังหวะเลื่อนนิ้วขึ้นก็ขึ้นสูงกว่าและเลื่อนนิ้วลงก็ให้ต่ำกว่าแบบแรก โดยการเขย่าข้อมือขึ้นลง จะได้เสียงที่ครางและไพเราะ(คล้าย ๆ เสียงร้องเวลาเล่นลูกคอ)

            อีกวิธีผมเคยอ่านหนังสือเจอว่าสามารถเล่นเสียงสั่นโดยการกำคอกีตาร์แน่น ๆ แล้วเขย่าคอกีตาร์แรง ๆ (ในการเล่นกีตาร์ไฟฟ้า) แต่ผมยังไม่เคยลองดูซักที แต่คิดว่าน่าจะเหมือนกับ 2 วิธีแรกที่ผมแนะนำแหละครับ

           

          8. การเล่น Trill หรือสะบัดนิ้ว

            เทคนิคนี้เป็นการรวมกันระหว่าง hammer on และ pull off สลับกันอย่างรวดเร็ว

trill.gif (5626 bytes)             วิธีการเล่นนั้นดูจากตัวอย่างด้านซ้ายนี้นะครับ ที่โน๊ตตัวที่ 3 กดที่ช่อง 8 สาย 3 แล้วดีดสาย 3 จากนั้นตบนิ้วไปที่ช่อง 10 (แสดงในวงเล็บ)แล้วปล่อยนิ้วขึ้น แล้วตบลงไปอีกสลับกันอย่างรวดเร็ว จนครบจังหวะ

            เช่นเดียวกันที่โน๊ตตัวที่ 6 กดสาย 2 ช่อง 14 ดีดสาย 2 แล้วตบนิ้วขึ้นลงที่ช่อง 16 อย่างรวดเร็ว

หมายเหตุ: สัญลักษณ์ของการเล่น trill จะเป็นตัวอักษร tr และตามด้วยรูปลอนคลื่น จะแสดงเหนือโน๊ตที่ต้องเล่น trill

 

        9. เทคนิคพิเศษอื่น ๆ

            คราวนี้เราจะมาศึกษาเทคนิคอื่น ๆ ที่ใช้ประกอบกับการเล่นกีตาร์ที่ผมพอที่จะมีความรู้บ้างซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้กับการเล่นกีตาร์ไฟฟ้า เช่นการกัดปิค การ tapping หรือจิ้มสาย เป็นต้น

            1. การ tapping หรือการจิ้มเคาะสาย ซึ่งมีหลายแบบเช่นจิ้มด้วยมือซ้าย จิ้มด้วยมือขวา หรือใช้ทั้ง 2 มือใช้นิ้วหรือปิคจิ้ม เป็นต้นแทนใน tab ด้วย T เหนือโน๊ตที่จะจิ้มนั้น

การจิ้มด้วยมือขวาและมือขวาเดินเมโลดี้

tap1.gif (4624 bytes)

            จากตัวอย่างข้างบน จะมีโน๊ตยืนคือช่อง 7 สาย 1 ซึ่งเราจะกดด้วยนิ้วมือซ้าย และนิ้วมือขวาอาจจะเป็นนิ้วชี้หรือนิ้วกลางก็ได้ใช้จิ้มสาย และเดินเมโลดี้ เช่นจากตัวอย่าง เล่นโดย

            1. ดีดสาย 1 ช่อง 7

            2. จิ้มนิ้วมือขวาลงที่ช่อง 12 สาย 1 แล้วปล่อยนิ้วออกพูล ออฟ ไปหาช่อง 7   จังหวะที่ปล่อยนิ้วใหใช้ปลายนิ้วเกี่ยวสายเล็กน้อยเพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจน

            3. เหมือนข้อ 2 แต่เปลี่ยนตำแหน่งที่จิ้มสายไปเรื่อย ๆ

การจิ้มด้วยมือขวาและมือซ้ายเดินเมโลดี้

tap2.gif (4167 bytes)

            จากตัวอย่างข้างบน จะมีโน๊ตยืนคือช่อง 12 สาย 1 ซึ่งเราจะจิ้มด้วยนิ้วมือขวา และนิ้วมือซ้ายจะเป็นเปลี่ยนตำแหน่งที่กดสาย และเดินเมโลดี้ เช่นจากตัวอย่าง เล่นโดย

            1. จิ้มนิ้วมือขวาลงที่ช่อง 12 สาย 1 แล้วปล่อยนิ้วออกพูล ออฟ ไปหาช่อง 5 (ที่เรากดรอไว้ก่อน)   จังหวะที่ปล่อยนิ้วใหใช้ปลายนิ้วเกี่ยวสายเล็กน้อยเพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจน

            2. เหมือนข้อ 2 แต่เปลี่ยนตำแหน่งที่นิ้วมือขวากดสายไปเรื่อย ๆ

การจิ้มด้วยมือขวาและเดินเมโลดี้ทั้ง 2 มือ

tap4.gif (4324 bytes)

            จากตัวอย่างข้างบน จะไม่มีโน๊ตยืนแต่จะมีการเปลี่ยนตำแหน่งของมือขวาและมือซ้ายไปเรื่อย ๆ จากตัวอย่างเล่นได้โดย

            1. จิ้มสายด้วยมือซ้าย 1 ช่อง 12 พูล ออฟโดยใช้ปลายนิ้วเกี่ยวสายเล็กน้อยไปหาช่อง 8 และปล่อยนิ้วมือขวาที่กดช่อง 8 พูล ออฟ ไปหาสายเปล่า(0) แล้วเล่นแฮมเมอร์ ออนโดยตบนิ้วมือขวาลงมาที่ช่อง 8 อีก แล้วเล่นจิ้มใหม่ที่ช่อง 12 พูล ออฟ ไปช่อง 8 สายเปล่า แฮมเมอร์ ออนมาที่ช่อง 8

            2. จิ้มสายด้วยมือซ้าย 1 ช่อง 10 พูล ออฟโดยใช้ปลายนิ้วเกี่ยวสายเล็กน้อยไปหาช่อง 7 และปล่อยนิ้วมือขวาที่กดช่อง 7 พูล ออฟ ไปหาสายเปล่า(0) แล้วเล่นแฮมเมอร์ ออนโดยตบนิ้วมือขวาลงมาที่ช่อง 7 อีก แล้วเล่นจิ้มใหม่ที่ช่อง 10 พูล ออฟ ไปช่อง 7 สายเปล่า แฮมเมอร์ ออนมาที่ช่อง 7

            3. เหมือนข้อ 2 แต่เปลี่ยนตำแหน่งที่จิ้มสายและกดสายไปเรื่อย ๆ

การจิ้มด้วยมือซ้าย

tap3.gif (3354 bytes)

            จริง ๆ แล้วจะจิ้มด้วยมือขวาก็ได้เช่นกัน แต่จากตัวอย่างนี้เราจะลองใช้มือซ้ายจิ้มดูนะครับ วิธีเล่นคือ

            1. ดีดสายเปล่าเส้น 3

            2. แฮมเมอร์ ออน โดยจิ้มนิ้วมือซ้ายไปที่ช่อง 4 แล้วพูล ออฟโดยใช้ปลายนิ้วเกี่ยวสายเล็กน้อย ไปที่สายเปล่า

            3. เหมือนข้อ 2 แต่เปลี่ยนจุดที่จะจิ้มสายไปเรื่อย

            cool.gif (2606 bytes)นอกจากการเกี่ยวสายเล็กน้อยเมื่อยกนิ้วหลังจากจิ้มสายแล้ว เทคนิคในการจิ้มสายอีกอย่างคือถ้ามือซ้ายเป็นตัวยืนนิ้วที่กดควรจะเล่นเสียงสั่นไว้เพื่อให้เสียงที่ได้ยาวขึ้น และการขจัดเสียงรบกวนขณะจิ้มสาย โดยการใช้มือซ้ายเช่นใช้นิ้วกลางเป็นนิ้วกดและกางนิ้วชี้แตะสายอื่น ๆ ทั้งหมดเพื่อกันเสียงรบกวน หรือใช้สันมือของมือขวาแตะสายไว้ขณะที่จิ้มสาย

            2. การเล่นเสียงแผดหรือกัดปิค คุณคงจะเคยได้ยินเวลาเขาเล่นโซโล่แล้วมีเสียงบางตัวที่สูงมาก แต่ไม่ใช่ฮาร์โมนิค ซึ่งเทคนิคนี้จริง ๆ แล้วเรียกว่า Pinch Harmonic (ใช้ P.H.ใน tab) เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดอยู่ที่การจับปิคและการดีด

            โดยการดีดลงนั้นต้องพยายามดีดเน้นและให้เนื้อส่วนปลายด้านนอกของนิ้วโป้งนั้นไปแตะกับสายเมื่อดีดไปแล้ว ซึ่งจะต้องได้จังหวะกันพอดี ดังนั้นจึงต้องฝึกฝนพอสมควรจึงจะควบคุมการเล่นกัดปิคได้ตามต้องการ

            3. การเล่นขูดปิค (Pick Scrape) คุณสามารถสร้างเสียงเหมือนเครื่องบินไอพ่น และสร้างอีกสีสรรในการโซโล่ได้ง่าย ๆ จากการเล่นขูดปิคหรือใช้ปิครูดสายวิธีเล่นก็ไม่ยากคือ

            ให้จับปิคกลับหัวหรือไม่ก็หันทางสันปิคด้านบนเข้าหาสายแล้วใช้สันปิคนั้นครูดไปกับสายใดก็ได้(มักจะเล่นกับสายใหญ่เช่น 6 หรือ 5 เพราะเสียงจะชันเจนกว่า) โดยอาจจะครูดจากสะพานสายขึ้นไปหา nut หรือจาก nut ลงไปหาสะพานสายก็ได้ โดยมักจะประกอบกับการโซโล่ตอนจะขึ้นหรือตอนจบท่อน

            4. การดีดกวาด (Sweep Picking) หรืออาจจะเรียกว่า arpeggio คือการกระจายคอร์ดซึ่งได้นำมาใช้ในการโซโลเพิ่มความรวดเร็วในการเล่น คุณสามารถพบเทคนิคนี้ในนักดนตรีหลายคนเช่น Van Halen หรือ Vinie Moore แต่ที่โด่งดังและน่าศึกษาที่สุดคงจะเป็นงานของ Yngwie Malmsteen นั่นเอง

            การดีดกวาดหรือ sweep picking คือการดีดลงอย่างต่อเนื่องแล้วจึงดีดขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงให้มากคือเรื่องของจังหวะในการดีดโน๊ตแต่ละตัวจะต้องเท่ากัน และความสะอาดของโน๊ตที่ดีดคือต้องไม่มีเสียงโน๊ตที่ดีดไปแล้วหรือโน๊ตอื่นดังแทรกเข้ามาลองมาดูตัวอย่างกันครับ

sweep.gif (3015 bytes)

           จากตัวอย่างจะเห็นว่าทิศทางการดีดจเป็นไปในทิศเดียวกันคือถ้าดีดลงจะลงเหมือนกันขึ้นก็ขึ้นเหมือนกัน ซึ่งถ้าคุณสามารถควบคุมจังหวะในการดีดให้สม่ำเสมอแล้วคุณจะสามารถเล่นโน๊ตได้อย่างรวดเร็วจนน่าทึ่งเลยทีเดียว

              

กลับไปหน้าหลัก